เข้าสู่ระบบลงทะเบียน
ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ระบบธนาคาร
jojo7000 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ

รายละเอียดผู้ใช้ 

วันป่าไม้โลก

Bookmark and Share




    วันที่ 21 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันป่าไม้โลก(World forestry day) เพื่อให้คนทั่วโลก เล็งเห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ ที่มีอยู่จำกัด โดยจะมีกิจกรรมรณรงค์ปลูกป่าในวันนี้ด้วย
     ป่าไม้ หมายถึงบริเวณที่มีต้นไม้หลายชนิด ขนาดต่างๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น และกว้างใหญ่พอที่จะมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นเนื่องจากป่าไม้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ ของทั้งคนและสัตว์รวมไปถึงความสัมพันธ์ กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ปัจจุบันนี้ป่าไม้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดผลกระทบต่างๆ ทั้งมนุษย์และสัตว์ เช่นภัยธรรมชาติ และภาวะเรือนกระจก ดังนั้นจึงมีการกำหนดให้วันที่ 21 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันป่าไม้โลก” เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้และอนุรักษ์ป่าไม้ให้ดำรงอยู่สืบไป
บนพื้นโลกมีป่าไม้ต่างๆ มากมายกลายชนิดซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สามารถแบ่งป่าในโลกออกไปหลายชนิด คือ
1. ป่าศูนย์สูตร (Equatorial Rainforest)เป็นป่าที่มีต้นไม้สูงขึ้นเบียดกันหนาแน่น แสงแดดไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดินได้ เป็นป่าไม้ที่มีใบกว้างไม่ผลัดใบ และจะพบไม้เลื้อยหรือไม้เถาพันหรือเกาะตามกิ่งก้านของต้นไม้เต็มไปหมด
2.ป่าร้อนชื้น (Tropical Rain Forest)มีลักษณะคล้ายป่าศูนย์สูตร จะปรากฎอยู่ด้านหน้าของภูเขาที่ตั้งรับลมประจำที่พัดจากทะเลเข้าสู่ฝั่ง จึงทำให้สภาพเป็นป่าดงดิบซึ่งมีต้นไม้น้อยกว่าป่าศูนย์สูตร
3.ป่ามรสุม (Monsoon Forest)เป็นป่าไม้ที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่างๆ บริเวณพื้นดินจะมีไม้เล็กๆ ขึ้นแสงแดดสามารถส่องผ่านทะลุไปถึงพื้นดินได้ ซึ่งมักจะเป็นไม้ที่ผลัดใบ
4.ป่าไม้อบอุ่นไม่ผลัดใบ (Temperate Rainforest)เป็นป่าไม้ในเขตอบอุ่นที่มีใบเขียวตลอดปี มีพันธุ์ไม้น้อยชนิดแต่ละชนิดจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดและความสูงของต้นไม้เท่ากับป่าศูนย์สูตร
5.ป่าไม้อบอุ่นผลัดใบ (Temperate Deciduous Forest) เป็นป่าไม้ที่มีใบเขียวชอุ่มในฤดูร้อน แต่จะผลัดใบในฤดูหนาว ต้นไม้มีลำต้นสูงและมีใบขนาดใหญ่
6.ป่าสน (Needle Leaf Forest)เป็นป่า ที่มีต้นไม้ลักษณะลำต้นตรง กิ่งสั้นใบเล็กกลมคล้ายเข็มเย็บผ้ามีต้นไม้ขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น และมีใบเขียวชอุ่มตลอดปีบริเวณพื้นดินแทบจะไม่มีต้นไม้เตี้ยๆซึ่งต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ตระกูลสนทั้งสิ้น
7.ป่าไม้เนื้อแข็งไม่ผลัดใบ (Evergreen Hardwood Forest)จะมีเป็นต้นไม้เตี้ยๆ ลำต้นขนาดเล็ก ใบแข็งและต้นมีกิ่งตั้งแต่ใกล้พื้นดิน จนถึงยอดลักษณะคล้ายกับป่าไม้ผสมกับป่าละเมาะ (Scrub Forest)
8.ป่าสะวันน่า (Savanna Woodland)จะเป็นป่าไม้ที่มีไม้ขึ้นอยู่ห่างๆ บริเวณช่องว่างระหว่างต้นไม้ใหญ่ๆจะมีไม้พุ่มขึ้นอย่างหนาแน่น มีสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้งจึงทำให้ต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่น
9.ป่าหนามและป่าพุ่มเขตร้อน (Thornbush and Tropical Scrubs)เป็นป่าที่มีต้นไม้ที่ทนต่อความแห้งแล้งและไม้พุ่มซึ่งพืชเหล่านี้สามารถทนต่อสภาพความแห้งแล้งที่ยาวนานและมีฤดูฝนสั้นๆได้ดี ส่วนป่าหนามนั้น จะเป็นไม้พุ่มที่มีหนามและจะผลัดใบในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ
10.ป่ากึ่งทะเลทราย (Semidesert Woodland) เป็นพืชพรรณที่ทนต่อความแห้งแล้ง ส่วนมากเป็นพวกไม้พุ่ม ตามพื้นดินของป่าชนิดนี้ จะมีวัชพืชหรือพืชต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่น้อยมาก
11. พืชพรรณในทะเลทราย (Desert Vegetation)มักจะพบพืชที่มีใบเล็กๆ พืชที่มีหนาม ซึ่งเป็นพืชที่มีลำต้นสามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้เช่น ตะบองเพชร รวมทั้งมีพวกหญ้าแข็งๆขึ้นปะปนอยู่เป็นหย่อมๆ
12. ป่าในเขตอากาศหนาว (Cold Woodland)เป็นพืชพรรณที่พบได้ในอากาศแถบขั้วโลกหรือเขตอากาศแบบทุนดราต้นไม้ที่ขึ้นมีขนาดเล็กมาก ต้นเตี้ยขึ้นอยู่ห่างๆส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม้พุ่มเตี้ยๆ พื้นดินเบื้องล่างปกคลุมด้วยมอส
     เพราะฉะนั้นเมื่อป่าไม้ของแต่ละพื้นที่ทั่วโลก มีความแตกต่างกันสูงจึงทำให้มีการอนุรักษ์ที่แตกต่างกันไป ตามแต่สถานที่จะอำนวยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่อย่างมากมายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะมีป่าหนาแน่นอย่างนี้ตลอดไปเราจะต้องช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่าเอาไว้โดยการปลูกป่าทดแทนต้นไม้ส่วนที่ถูกตัดทำลายเพื่อให้มีทรัพยากรป่าไม้อยู่คู่กับเราเรื่อยไป

ขอบคุณข้อมูลจาก
  • pakxe.com
ให้คะแนนบทความประเภท โพสต์ ตามความรู้สึกคุณ

สุดยอด

เศร้า

น่าตลก

แฮปปี้

โกรธ

เบื่อ

ผวา
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้